คิดถึงเธอ..
ทั้งน้ำตา
JB.×JR. (BNIOR
GOT7)
สายลมหนาว..
ที่พัดผ่านมา ในฤดูหนาวปีนี้ มันรู้สึกหนาวจับใจ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
วันนี้ก็คงจะเหมือนวันๆที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้
มาตั้งแต่หน้าหนาวปีที่แล้ว บางที... มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ ที่ได้ไปไหนมาไหน
ทำอะไรตามใจ แต่ว่า ก็หนีไม่พ้นความเหงาอยู่ดี มันอ้างว้างไปหมด มองไปทางไหน
ก็มีแต่สิ่งเดิมๆ อะไรที่จัดวางไว้ตรงไหนก็ไม่เคยโยกย้าย เปลี่ยนที่ ทั้งที่ใจจริง
ผมอยากจะเปลี่ยนมันเป็นของอย่างอื่นแล้วหลายหลายๆครั้ง แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ทำมัน
ผมคงไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมั้ง จนตอนนี้ผมเริ่มชินกับทุกอย่างแล้ว
ทั้งอะไรที่มันเก่าๆ ของเดิมๆ สิ่งเดิมๆ และก็ความเหงาที่มีอยู่ในใจของผม
ผมก็เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละครับ
มีงานที่ต้องรับผิดชอบ มีสิ่งที่ต้องทำอยู่ทุกวัน
ไม่มีเวลามานั่งปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสายลมหนาวๆ แบบนี้หรอกครับ
ผมอาศัยอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งในกรุงโซล ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเมือง
แต่ผมก็ไม่ได้อยู่ที่คอนโดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับงาน
กับเพื่อน ทำเหมือนกับว่า ตัวเองไม่ว่าง ไม่มีเวลามาทำอะไรไร้สาระ ทั้งที่จริงๆ
ผมกำลังกลบความเหงา และความคิดถึงใครบางคน ของผม
วันนี้เป็นวันอาทิตย์
วันนี้จึงเป็นวันหยุดของผม ทั้งๆที่ไม่อยากจะอยู่ในห้องเลย
แต่ที่บริษัทเขาก็หยุดกัน มันเลยช่วยไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะเดินออกไปข้างนอก
เพราะว่ามันก็ยังดีกว่าที่จะต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องแบบนี้
ผมเดินออกมาพร้อมกับเสื้อโค้ดตัวหนาของผม
ในมือมีก้อนขนมปังอันเล็กๆที่หยิบติดมือมาด้วย อากาศข้างนอกตอนนี้
มันค่อนข้างที่จะหนาวยังไงบอกไม่ถูก ดีนะ ที่หิมะยังไม่ตก
ไม่งั้นผมคงรู้สึกเย็นตัว ขาสั่นหมดแน่ๆ
ผมก้าวเดินไปตามถนนคอนกรีตช้าๆ
วันนี้รถมีไม่เยอะเท่าไหร่
มองไปดูบนท้องถนน ก้เห็นผู้คนเดินกันให้ขวัก ทั้งคู่สามีภรรยา
ครอบครัวพ่อแม่ลูก หนุ่มสาวที่เดินจับมือกัน รวมถึงสัตว์เลี้ยง
อย่างสุนัขที่เจ้าของเอาพวกมันออกมาเดินเล่น มันเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาอยู่นิดๆ
คงเป็นเพราะผมอยู๋คนเดียว ตัวคนเดียวมาเกือบปีแล้ว มันถึงได้รู้สึกอะไรแบบนั้น
สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาในช่องว่างระว่างแขนเสื้อกับมือของผม
ทำให้รู้สึกเย็นไปทั้งแขน ผมจึงเลือกที่จะเดินเข้าร้านกาแฟเล็กๆที่ริมถนน
เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกายตัวเอง ผมเดินไปนั่นที่โต๊ะที่ยังว่างอยู่
มองผู้คนที่นั่งอยู่ในร้าน ทั้งร้านตกแต่งด้วยของชิ้นเล็กๆมากมาย
คล้ายกับวันคริสมาสต์เล็ก ในนี้เต็มไปด้วยกล่องของขวัญสีแดง
ที่ประดับอยู่บนต้นคริสมาสที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านในสุดของร้าน ถึงแม้ว่าผู้ในร้านคนจะไม่มากเท่าไหร่
แต่รู้สึกว่า ข้างในนี้ มันอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ผมสั่งคาปูชิโน่ แก้วเล็ก
กาแฟที่ผมชอบ กับพนักงานหญิงสาวไป ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำอะไรดี นอกจากมองออกไปข้างนอก
ผ่านกระจกบานใส
พอนั่งได้สักพัก
กาแฟที่ผมสั่งไปก็มาเสิร์ฟพอดี ผมใช้เวลากับร้านนี้ไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ฟังเสียงดนตรีคลอเบาๆ
มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด ไม่เคยรู้ว่า
ในหัวมันโล่งแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผม
นึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาได้ ไม่สิ..
ผมไม่เคยคิดที่จะลืมมันต่างหาก ผมยังพยายามที่จะจดจำมันเอาไว้ ถึงแม้ว่า
มันอาจจะเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ผม ต้องกลายเป็นแบบนี้
เสียงเพลงที่เปิดได้เงียบลงช้าๆ
พร้อมๆกับเสียงนักดนตรีคนนึง ที่กำลังเริ่มสีไวโอของเธอ เธอค่อยๆบรรเลงตัวโน้ต
อย่างนุ่มนวลและอ่อนไหว พร้อมๆกับนักร้องที่อยู่ข้างๆเธอ ก็เปล่งเสียงร้องออกมา
ร้องไปพร้อมๆกับเธอ ผมนิ่งฟังไปเรื่อยๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าดนตรีของเพลงๆนี้
มันทำให้เศร้าๆ ยังไงไม่รู้ และมันก็ทำให้ผม คิดถึงคนๆนึงขึ้นมาอีกครั้ง..
‘ ตายังไม่ยอมหลับ ใจยังไม่ยอมปิด
ดูทีวี ดูไปงั้นๆ ‘
‘ นอกหน้าต่าง ยังเห็นไฟส่องมา เหมือนๆมีคนไม่หลับ กับฉัน ‘
‘ บางคนที่หายไป ทำใจฉันหายตาม พยายามจะไม่คิดฝัน ‘
‘ เสียงเพลงเก่ากลับแว่วมาอีกที เหมือนหันไปจะพบเจอ ‘
‘ แล้วก็เพียงรอย ความผูกพัน ‘
“ จูเนียร์ๆ จูเนียร์ ตื่นได้แล้ว เช้าแล้วนะครับ “
เสียงคนที่ผมคุ้นเคย ที่เมื่อคืนเราทั้งคู่ได้อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
เพราะตอนนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว “ตื่นแล้วๆ แต่ไม่อยากลุกไปไหนเลย หนาวว”
“นั่นสินะ มันชักหนาวๆจนผมก็ไม่อยากลุกไปไหนเหมือนกัน
ผมอยากกอดคุณอยู่อย่างนี้อีกนานๆจัง” ใช่..ตอนนี้เจบีกำลังกอดผมแน่นเลย
ผมก็กอดเขาแน่นเหมือนกัน เราสองคนนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
มัยรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ดีนะที่วันนี้เป็นวันหยุด ไม่งั้นเจ้านายที่บริษัท
ได้ดุพวกเราเป็นแน่
“แล้วไม่หิวหรอ..” ถ้านอนอยู่อย่างนี้กันทั้งคู่
คงเป็นอะไรที่ทำร้ายเจ้ากระเพาะที่อยู่ในท้องของเรา ได้อวดครวญแน่ๆ
“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก.. หิวหรอ ? งั้นเอาโกโก้รองท้องก่อนมั้ย
เดี๋ยวผมทำอะไรให้กิน” นั้นแหละ.. ความต้องการของผม เจบีเป็นใจดีแบบนี้เสมอ
ไม่ว่ากับใคร แต่ความใจดีแบบนี้ผมมักจะได้รับจากเขา เขาน่ารักที่สุดเลยครับ
เขาลุกออกจากเตียงไปก่อนผม
เพราะว่าเขาจะต้องไปทำอย่างที่เขาบอก แต่ตอนนี้ผมอยู่อยู่ใต้ผ้าห่มอยู่เลย
ก็มันหนาวจริงๆนิครับ ผมยิ่งเป็นคนที่ขี้หนาวอยู่ด้วย
ไม่ชอบเลยจริงๆอากาศเย็นๆแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอด
ก็โดนเจบีมาดึงตัวออกไปที่ห้องครัวอยู่ดี แล้วก็เสิร์ฟโกโก้ร้อนหอมกรุ่นให้กับผม
พอได้ดื่มลงไปสักสอง สามอึก มันทำให้ข้างในอุ่นขึ้นมาได้บ้าง ตอนนี้รู้สึกดีเป็นบ้า..
ผมนั่งมองเขาทำอาหารไปพลาง
หยิบคุ้กกี้เข้าปากไปพลาง ช่ายย.. ได้มองเขาจากด้านหลังแบบนี้
ก็รู้สึกว่าเขาเท่เหมือนกันนะ ผมชอบนะ ชอบที่เขาดูแลผมอย่างนี้ ใจดีกับผมอย่างนี้
และทุกๆอย่างที่เป็นตัวเขา ผมชอบเขาที่สุด ถึงแม้ว่า ผมจะทำตัวเหมือนเด็กบ้างเวลาอยู่กับเขา
แต่ผมก็ไม่เคยที่จะเอาแต่ใจ ชนิดหัวรั้นแบบไม่ยอมอะไรเลย เพราะผมรู้ดีว่า
การเอาแต่ใจมากเกินไป จะทำให้อีกคนหนักใจเอาได้
“ อื้มม.. ใกล้เสร็จแล้วรออีกแพบนึงนะ“ เขาหันมาบอกผม
พลางยิ้มให้อย่างราวกับว่า เขาก็มีความสุขนะ
ที่ได้ทำอะไรแบบนี้ให้กับผม ส่วนผมก็ได้แต่พยักหน้าเพื่อบอกว่ารับทราบแล้ว
ผมนั่งรอเขาได้พักหนึ่ง
อาหารที่ผมรอก็มาเสิร์ฟให้เสร็จสัพ ดูเขาสิจัดนู้นทำนี่ให้ผม
ส่วนผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขามากเลย ได้แต่นั่งรอเฉยๆ เพราะหลายครั้งที่ช่วยเขา
ก็มักจะเหมือนทำให้เขาต้องเหนื่อยเพิ่มอีก เพราะขนาดเมื่อวันก่อนที่ผมอาสาล้างจานให้
เพราะผมเห็นว่ามันไม่กี่ใบเอง แต่แล้วผมก็ทำจานหล่นลงพื้นแตกเพล้ง ไปสองใบเลย
เขาก็ได้แต่ส่ายหัว กับความซุ่มซ่ามของผม เขาจึงบอกให้ผมอยู่เฉยๆ
รอเขาทำให้จะดีกว่า ซึ่งผมก็ต้องยอมทำตามที่เขาพูด
ถึงแม้ว่าผมอยากจะช่วยเขาบ้างก็เถอะ ผมนี่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ
“ หอมจัง..น่ากินอ่ะ” ผมมองดูอาหารที่อยู่บนโต๊ะ
มีทั้ง............ ซึ่งส่วนใหญ่ มันทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้
เพราะเขารู้ดีว่าผมเป็นพวกทนอากาศหนาวๆไม่ค่อยได้ บางทีผมถึงกับตัวแดง จมูกแดง
จนจะเป็นไข้ได้เลย มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องได้หามผมไปโรงพยาบาล
ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้สึกตัวหรอก รู้แค่ว่าพอตื่นมาอีกที
ก็นอนอยู่ในห้องของโรงพยาบาลแล้ว ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมา
ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ข้างๆผมตลอด กุมมือของผมเอาไว้ ไม่ยอมออกห่างผมเลย ผมดีใจนะ
ที่ตื่นมาก็ได้เห็นหน้าของเขาเป็นคนแรก
เจบีลงมานั่งข้างๆผม
ดีแล้วล่ะที่นั่งใกล้ๆกัน
อันที่จริงผมอยากไปนั่งที่โต๊ะโคทัตสึที่อยู่ตรงกลางห้องนั่งเล่นมากกว่า
เพราะว่าเวลาเอาขาเข้าไปมันทำให้อุ่นมาก แต่ว่าผมกลัวจะทำเรื่องอีกอ่ะสิ
คราวที่แล้วเกือบทำโต๊ะพัง เพราะขาดันไปสะดุดสายไฟที่อยู่แถวนั้น แล้วล้มก้นจ้ำเบ้าไปที่โต๊ะ
ทำเอาโต๊ะแทบหัก ดีนะที่ตอนนั้นเจบีไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นล่ะก็เขาคงได้เป็นห่วงผมแย่แน่ๆ
“เป็นไง อร่อยมั้ย.?” อร่อยสิ นายทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ
ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าเขาอาหารอร่อยแค่ไหน ขนาดสาวๆข้างห้องผม ยังมาขอให้เขาช่วยสอนทำอาหารให้เลยในบางครั้ง
ซึ่งผมก็ต้องคอยดูอยู่ตลอด ไม่ได้หรอก
จะปล่อยให้แฟนตัวเองอยู่กับคนอื่นสองต่อสองไม่ได้
ตอนนั้นเล่นเอาเธอเกร็งไปทั้งตัวเลย
ยิ่งเวลาที่เจบียิ้มให้เธอมันชวนให้ผมหงุดหงิดชะมัด
ทำให้บางครั้งต้องกระแอมไอเป็นสัญญาณเตือนเลย
“อื้มม.. ขอบคุณนะเจบี”
“นายชอบ.. ฉันก็ดีใจแล้ว” เขายิ้มให้ผม
และเราสองคนก็ลงมือทานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะจนหมด ไม่สิ
เจบีเขากินไม่เยอะเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่ผมจะจัดการเองซะมากกว่า จนบางครั้ง
ผมต้องบังคับให้เขากินเข้าไปเยอะๆบ้าง แต่เขาก็บอกว่า ให้ผมกินเยอะๆดีกว่า
จะได้โตไวไว หมายความว่าผมยังเด็กอยู่งั้นหรอ..?
“วันนี้..เราว่างนี่นา ออกไปเที่ยวกันมั้ย.?”
“หนาวๆแบบนี้จะไปไหนหรอ..” ผมหันไปมองเขา
ที่เมื่อกี้เขาถามผมว่าจะออกไปเที่ยวดีมั้ย ซึ่งผมก็อยากไปอยู่หรอก
แต่อากาศหนาวๆแบบนีมันทำให้ร็สึกไม่อยากออกไปไหนเลย แต่ว่า เราได้หยุดทั้งที
งั้นออกไปไหนด้วยกันสักหน่อยก็คงดี
“สวนสนุกดีมั้ย”
“สวนสนุกหรอ..ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว คิดถึงจัง”
“งั้นไปสวนสนุกกันนะ”
“อื้มม” สุดท้าย.. ผมกับเขาก็ตกลงกันว่าจะไปที่สวนสนุก
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วนะที่ผมกับเขาไปด้วยกันครั้งล่าสุด แต่ว่าผมยังจำได้อยู่เลย
ตอนที่ผมหัวหมุนๆ จนเกือบจะอ้วกออกมา แต่ว่ายังดีที่ได้เขาช่วยเอาไว้
ไม่งั้นตอนนั้นคงเป็นผมที่ได้อายคนแถวนั้นแน่ๆ และครั้งนี้หวังว่าผม
จะไม่เป็นไรเหมือนตอนนั้นนะ
พวกเราสองคนออกมารถประจำทางที่ป้าย
ป้านหนึ่ง ผู้คนในวันนี้ดูไม่หนาตามากนัก
อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันหยุดด้วยนั่นแหละ อีกอย่างก็อากาศค่อนข้างจะหนาว
หลายๆคนจึงเลือกที่จะไม่ออกไปไหน ยกเว้นพวกผมสองคนล่ะนะ
ที่กำลังจะเดินทางไปสวนสนุกกัน รออยู่ได้สักพัก รถประจำทางก็มาพอดี
นั่งจากที่นี้ไปไม่ถึงชั่วโมง ก็ถึงสวนสนุกแล้ว
ผมกับเจบีเลือกที่จะนั่งอยู่ข้างหลังสุด ถึงแม้ว่าเบาะนั่งข้างหน้ามันจะว่างก็ตาม
เพราะเราสองคนมักจะชอบมานั่งข้างหลังเสมอ
ตอนนี้เราสองคนนั่งอยู่ข้างๆกัน
โดยมือของผมถูกเจบีกุมเอาไว้อยู่ทั้งสองข้าง และหัวของผมก็ซุกอยู่บนไหล่ของเขา
อากาศบนรถไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นอย่างนั้น
หรือว่าจะเป็นเพราะเสื้อโค้ดตัวหนาของผมหรือเปล่า ที่ทำให้ผมอุ่น
แต่อีกอย่างที่ผมคิดว่ามันทำให้ผมอบอุ่นทั้งตัวทั้งใจเลย
ก็คือคนที่อยู่ข้างๆผมตอนนี้ บรรยากาศแบบนี้มันเป็นเหมือนกับที่เราสองคนกำลังคบกันใหม่ๆ
ถึงแม้เวลามันจะผ่านไปนานแค่ไหน เจบีก็คือเจบี เขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
ส่วนเรื่องทะเลาะกันนั้น
ไม่ต้องพูดถึงเลย เราสองคนรู้ดีว่า ถ้าทะเลาะกันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
เพราะว่าเราตกลงและยอมรับในกันและกันแล้ว ก็เหมือนมอบหัวใจของตัวเองให้อีกคนรักษา
จึงไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องใดๆ ถึงแม้บางครั้งผมจะงี่เง่าใส่เขา
แต่สุดท้ายเราก็กลับมาคุยกันได้อยู่ดี บางทีผมก็นึกๆไปว่า
เขาอดทนเพื่อผมขนาดนั้นได้ยังไง
เราสองคนมาถึงสวนสนุกแล้ว
นั่นแหละ.. เราลงมาจากรถก็พบว่า ผู้คนที่มาเที่ยวกันวันนี้ ก็มีมากพอสมควร
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรุ่นหนุ่มสาวกัน ไม่แปลกหรอก
เพราะวัยนี้ก็เหมาะกับสถานที่แบบนี้อยู่แล้ว เจบีกุมมือผมเอาไว้
แล้วพาเดินเข้าไปข้างใน เราสองคนเดินกุมมือกันไปเรื่อยๆ คุยเรื่องนั่นเรื่องนี้ไป
จนไปถึงเมืองหิมะจำลอง ใช่ครับ.. เมืองหิมะจำลอง
“ ป่ะเข้าไปกัน” เจบีหันมามองหน้าผม เขายิ้มให้ผมน้อยๆ พร้อมๆกับดึงมือของผมเพื่อให้เดินเข้าไปในเมืองหิมะจำลองนั่น
ถ้าจำไม่ผิด สถานที่นี้เป็นที่แรกที่ผมกับเขาเจอกัน ใช่.. มันเป็นที่ๆเราพบกัน
ตอนนั้นผมกำลังมาหัดเล่นสกี ตอนนั้นผมไม่กล้าที่แม้จะสกีมันลงมาเลย เพราะผมกลัว
ผมกลัวจะบาดเจ็บ ผมกลัวจะเป็นแผล จนได้เขานี่แหละ เจบีที่ช่วยมาปลอบใจผม
และสอนผมเล่น เขาบอกผมวาจะฝึกให้จนกว่าผมจะเก่ง ผมฝึกอยู่ประมาณ 4 – 5
ครั้งกว่าจะทำได้ ก็ใช้เวลานานเป็นเดือนเหมือนกัน เรานัดเจอกันแทบทุกอาทิตย์
ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องรบกวนเขาขนาดนั้น
“ ฉันเล่นสกีเก่งแล้วนะ”
“ อื้มม..แต่ฉันไม่ได้พานายมาเล่นสกี “
“ แล้วจะมาทำอะไรอ่ะ “ เขาไม่ได้พาผมมาเล่นสกี แล้วเขาพาผมมาทำอะไรล่ะ
ในเมืองหิมะจำลองแบบนี้มันจะไปมีอะไรนอกจากหิมะ หิมะ แล้วก็หิมะ
เขาพาผมเดินไปยังมุมๆหนึ่งของห้อง แล้วบอกให้ผมนั่งลงตรงม้านั่ง
แล้วบอกว่าเขาจะมาทำไอ่นี้ ตรงนี้ ผมนิ่งมองเขาอยู่สักพัก แล้วก็ยิ้มออกมา
ไม่เชื่อเลยว่าเขาจะจำมันได้ เพราะที่ตรงนี้ ผมนั่งปั้นตุ๊กตาหิมะตัวเล็กๆ สองตัว
แล้วก็เล่าตำนานความรักระหว่างตุ๊กตาหิมะให้เขาฟัง ซึ่งเขาก็บอกว่า
มันมีแบบนั้นด้วยหรอ อันนั้นผมไม่รู้หรอก ก็แม่เล่าให้ฟัง ตำนานมันก็ประมาณว่า
มีตุ๊กตาหิมะสองตัว ที่ตัวหนึ่งมีจมูกเป็นแครอท ส่วนอีกตัวนึงมีจมูกเป็นลูกแพ
ทุกวันจะมีเด็กๆคอยมาเติมหิมะใส่ทั้งสองตัว เป็นแบบนี้ทุกวันๆ
แต่ตัวของพวกมันไม่อ้วนขึ้นเลย เพราะพวกมันเห็นว่า การที่เด็กๆเอาหิมะมาเติมนั้น
เป็นเพราะพวกมันละลายลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เติมหิมะ พวกมันจะต้องละลายหายไปหมด
อยู่มาวันนึงพวกมันได้ร้องอ้อนวอนต่อเทวดานางฟ้า เพื่อช่วยให้มันสองคนไม่ละลาย
สุดท้ายก็มีนางฟ้าใจดีได้ยินต่อเสียงอ้อนวอนของทั้งสองตัว นางฟ้าใจดีเลยลงมาถามว่า
พวกเจ้าทำไมไม่อยากให้น้ำแข็งของพวกเจ้าละลาย ตุ๊กตาหิมะทั้งสองตัวเลยตอบพร้อมๆกันไปว่า
เราอยากอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป ใช่.. พวกเราอยากอยู่ด้วยกันไปตลอด
แต่ด้วยที่พวกเขาเป็นตุ๊กตาหิมะ สักวันที่ลมหนาวพัดผ่านไป
พวกเขาก็ต้องละลายเป็นแน่ ได้ยินอย่างนั้นนางฟ้าใจดีเลยบอกกับพวกมันว่า
พวกเจ้าไม่เคยหายไปไหนหรอก พวกเจ้ายังอยู่ด้วยกันเสมอ
เว้นแต่พวกเจ้าเปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้น เมื่อพวกเจ้าละลายกลายเป็นน้ำ
น้ำมีอยู่ทั่วไป ทุกอย่างที่เป็นน้ำก็คือพวกเจ้า และหิมะ ก็เกิดจากน้ำ
ถ้าพวกเจ้าคิดถึงกัน ก็สามารถไปหากันได้ เพราะโลกนี้มีน้ำอยู่เต็มไปหมด เว้นแต่ว่า
พวกเจ้าไม่อยากที่จะจดจำกันและกัน เมื่อตุ๊กตาหิมะสองตัวได้ยินอย่างนั้น
จึงได้ถามว่าจะทำอย่างไร เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะจดจำเรื่องราวของใครได้เลย
พอเปลี่ยนฤดู พวกเขาก็ไม่เคยที่จะจำได้เลยว่า พวกเขาเคยทำเป็นอะไรมาบ้าง
นางฟ้าใจดีได้ยินดังนั้น จึงได้มอบพรวิเศษให้พวกเขาไปข้อนึง ว่าหากวันใดที่พวกเขาคิดถึงกันมากๆ
ขอให้พวกเขาได้จำความรู้สึกที่อยากจะอยู่ด้วยกันเอาไว้
แล้ววันนั้นจะเป็นวันที่พวกเขาได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ถึงตำนานจะเป็นแค่ตำนาน
แต่ว่ามันก็ทำให้ผมเข้าถึงว่า คนเราถ้ารักกัน ปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกัน
ไม่มีวันหรอกที่คนเห่านั้น จะพรากไปจากกันได้
ผมเล่าเรื่องตำนานนี้ให้เขาฟังอีกครั้ง
ซึ่งเขาก็ตั้งใจฟังมันเอามากๆ
และก็เหมือนๆมีเด็กอีกหลายๆคนที่เดินมาฟังผมเล่าโดยบังเอิญ
พอผมเล่าจบทุกคนต่างก็ปรบมือให้ผม แล้วก็หลายต่อหลายคน
อยากให้ผมเล่าเรื่องอื่นๆอีก แต่ว่าผมก็ต้องขอโทษพวกเขาไปที่ทำให้พวกเขาผิดหวัง
“ นายยังเล่าเก่งเหมือนเดิมนะ จูเนียร์”
“ หืมม.. ก็ยังจำได้อยู่นะ นายน่ะ”
“ ไม่เคยลืมเลยแหละ” พอผมได้ยินประโยคที่เขบีพูดเมื่อกี้มันทำให้ผมรู้สึกจั๊กจี้ยังไงชอบกล
แต่ผมก็ชอบนะ เขานะชอบพูดให้ผมหน้าแดงได้ตลอด ชอบทำให้ผมเขิน จนบางทีหน้าผมนี่แดงแล้วแดงอีก
อย่างกะน้ำซุบ......
เจบีพาผมไปตรงนู้นตรงนี้
พวกเราสนุกกันมาก
จนผมลืมไปเลยว่าอากาศมันหนาวแค่ไหน อย่างที่เขาบอกเลยแหละครับ ว่ามาที่นี้แล้ว
มันจะทำให้ร่างกายอบอุ่น รวมถึงหัวใจของพวกเราด้วย เราใช้เลาอยู่สักพักใหญ่ๆ
ก็ตกลงกันว่าจะกลับ เพราะว่าถ้าอยู่ที่นี่นานกว่านี้อีก อากาศหนาวๆ
คงได้พัดมาอีกแน่ๆ และถ้าเป็นอย่างนั้น ผมอาจจะทนอากาศเย็นๆ ไม่ได้
จนอาจทำให้เขาต้องลำบาก เพราะผมอีก
“ ก่อนกลับห้อง เราแวะซื้อของกันนะ “
“ ของ..? จะซื้ออะไรหรอ เจบี ”
“ หน้าหนาวแล้วทั้งที เดี๋ยวฉันก็จะเป็นพี่นำหน้านายไปแล้วนะ “
“ ก็ได้.. ฉันจะเรียกนายแบบนั้นก็ได้ คนโต”
“ ดีมาก..” เขาเอามือของเขามาลูบหัวผม เบาๆสองสามที
ก่อนที่จะจูงมือผมไปที่ร้านค้าร้านนึง ซึ่งที่นี่จะขายของพวกของขวัญ ในเทศกาลต่างๆ
รวมถึงวันคริสต์มาสด้วย ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะมาซื้ออะไร ผมก็ได้แต่มองตามเขาไปนั้นแหละครับ
เดินๆตามเขาไปเรื่อยๆ ก็เห็นเขาหยิบนู้นหยิบนี้ ใส่ตระกร้า ผมถึงได้รู้ว่าของเหล่านั้น
เป็นของตกแต่งต้นคริสต์มาส ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมารีบซื้อไปตอนนี้
เพราะว่าอีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึงวันคริสต์มาสอ่ะ ผมก็ถามเขานะว่าทำไมรีบมาซื้อจัง เขาก็บอกว่า
มาซื้อเตรียมไว้ก่อนนะดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมาแย่งคนอื่นซื้อ
ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เขาบอกนั้นแหละครับ เพราะปีที่แล้ว ผมมาซื้อของที่ร้านนี้
ผมเกือบจะโดนคนเหยียบมาแล้ว เพราะว่าดันซื้อของไปเยอะ แล้วมันหนัก แถมยังมาลื่นหิมะหน้าร้านอีก
จนคนแถวนั้นที่เดินเข้าออก เดินมาเกือบเหยียบตัวผมเข้าให้
ตอนนั้นเจบีตามผมมาทีหลัง เลยเห็นสภาพที่ไม่เป็นท่ากองอยู่กับพื้น
สงสัยเขาไม่อยากเห็นผมในสภาพแบบนั้นอีกล่ะมั้ง
“ ถึงนายจะบอกว่านายโตแล้ว.. แต่ยังไงนายก็เด็กสำหรับฉันนะ คนเล็ก”
เจบีเอาของตกแต่ทั้งหมดไว้ในกล่องและวางเอาไว้ในตู้ที่เก็บของที่ติดอยู่กับผนังด้านหนึ่งของห้อง
ก็ควรจะต้องทำแบบนั้นอยู่หรอกครับ เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่ผมกับเขาจะมาจัด
ตกแต่งต้นคริสมาสสักหน่อย เราทำตัวเรื่อยเปื่อยอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งเย็น นั่งเล่น
เล่นเกม คุยกัน รวมถึงกิจกรรมอื่นๆอีก ก็นะวันนี้ทั้งวัน ก็สนุกเต็มที่แล้ว มันเลยทำให้ผมรู้สึกง่วงเร็วกว่าปกติ
แต่ดูจากสีหน้าของคนโตแล้ว ดูเขาไม่มีอาการเหนื่อยล้าเลยแม้แต่สักนิด
หลังจากที่เราอาบน้ำ
กินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมขอตัวที่จะไปนอนก่อนเขา เพราะผมง่วงจริงๆ ซึ่งเขาก็บอกให้มานอนก่อน
เดี๋ยวเขาจะตามมา เพราะว่าเขาจะต้องทำความสะอาดโต๊ะทานอาหารเป็นอย่างสุดท้ายก่อน
พอถึงเตียงปุ๊บ
ผมก็หลับปั๊บโดยอัตโนมัติ ใช่ครับ.. ผมกำลังหลับเหมือนตายเลย
ผมเหนื่อยจริงๆนั้นแหละนะวันนี้ แต่ก็มีความสุขมากที่สุดแหละครับ ผมเคลิ้มหลับไปได้สักพัก
ผมก็รู้สึกว่า เหมือนผมกำลังฝัน ฝันถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งที่นั่นมันทั้งเงียบ
และเย็นเฉียบ มันให้ความรู้สึกที่หม่นหมอง เศร้า คละคลุ้งเต็มไปหมด
แต่ก็มีทางให้ผมเดิน ผมเดินไปตามทางนั้นเรื่อยๆ จนไปเห็นใครคนนึง ที่อยู่ในชุดสีดำทั้งตัว
กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า อะไรสักอย่าง ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ
ใช่ผมค่อยๆเดินเข้าไปดู และผมถึงกับน้ำตาไหลออกมาทันที เพราะนั้นเป็นหลุมศพ
ของใครบางคน ใครคนนั้น คนที่ผมรักสุดหัวใจ คนที่ผมไม่อยากจะให้เขาจากไป คนโตของผม
ผมสะดุ้งตื่นในตอนเช้า
ที่เจบีแอบมาหอมแก้มของผมฟอดใหญ่ ผมรู้สึกตัวขึ้นมาพอดี
พอผมเห็นหน้าเขาเท่านั้นแหละ ผมแทบกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่ไหว
ได้แต่บอกกับเขาว่า ผมกลัว ผมกลัว ตัวผมสั่นไปหมด จนเขาพูดกับผมว่า ฝันร้ายหรอ
ไม่เป็นไรนะ เขาอยู่นี้ เขาจะอยู่ข้างๆผม ผมกอดเขาอยู่อย่างนั้นสักพัก เขาคอยกอดผม
ปลอบผมอยู่ไม่ห่าง จนผมรู้สึกดีขึ้นมาได้
ผมไม่ได้เล่าเรื่องผมฝันให้เขาฟังหรอกครับ ว่ามันน่ากลัว และเศร้ามาแค่ไหน ผมกลัว
ผมกลัวจริงๆ ว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ผ่านไปหลายเดือน
นี่ก็กำลังจะถึงวันคริสมาสแล้วอีก อีกไม่กี่วันเอง
ดีนะที่ปีนี้เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันอีก ผมดีใจนะ ดีใจที่สุดเลย
วันนี้เลยกะว่าจะออกไปซื้อของขวัญให้กับเขา เพราะว่าวันนี้ผมได้หยุด
แต่เขากลับได้ออกไปทำงาน เพราะมีงานเร่งด่วนเข้ามา ครั้งนี้ล่ะ
เป็นโอกาสดีแล้วที่ผมจะได้เลือกของขวัญให้กับเขา
คนโตของผม
ผมเดินออกมาข้างนอกสักพักใหญ่ๆ
ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเลือกเอาอะไรดี ผมเดินไปเดินมา จนมาสะดุดเอาร้านร้านหนึ่ง
ที่นี้ก็ไม่ได้ตกแต่งร้านให้สวยงามมากหรอกครับ แต่ว่ามีคนเข้าร้านเยอะนะ
ผมเห็นบางคนเดินออกมาพร้อมกับของขวัญใบใหญ่เลย
สงสัยจะมีของอะไรดีๆอยู่ข้างในร้านล่ะมั้ง ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปข้างใน เดินไปรอบๆ
ก็ไม่พบของอะไรที่มันสะดุดใจได้เลย เว้นแต่ว่า
มีของชิ้นหนึ่งที่ถูกตุ๊กตาหมีสีขาวตัวใหญ่บังอยู่ ใช่..
เพราะมีเด็กคนนึงอยากได้ตุ๊กตาหมี จึงให้พนักงานในร้านเอาลงมาให้เลือก
และเผอิญมันไปบังของชิ้นนั้น ที่ผมกำลังมองมันอยู่
ว่ามันจะเป็นเหมือนที่ผมกำลังคิดอยู่ตอนนี้มั้ย..
ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ
เพื่อจะหยิบมันออกมา ไม่น่าเชื่อ และก็น่าแปลก
ที่มันเป็นเหมือนเรื่องตำนานที่ผมเคยเล่าให้คนโตฟัง ใช่.. มันน่าแปลกจริงๆ
ที่มีสโนว์บอล ที่ข้างในเป็นตุ๊กตาหิมะสองตัว ที่มีจมูกเป็นแครอทกับลูกแพ
ผมไม่คิดเลยว่าตำนานนี้ จะมีคนรู้จักด้วย ไม่รอช้า..
ผมจึงรีบนำสโนว์บอลตัวนี้ไปที่เคาท์เตอร์คิดเงินเลยทันที ทันทีที่เจ้าของร้านเห็น
ก็บอกว่า สโนว์บอลอันนี้มันมีตำนานของมันอยู่ ว่าถ้ามีความรู้สึกที่มั่นคง
และได้อ้อนวอนต่อนางฟ้า นางฟ้าก็จะประทานพรให้หนึ่งข้อ
ซึ่งผมก็รู้เรื่องนั้นดีครับ เจ้าของร้านถามว่า
จะห่อเลยรึเปล่าวึ่งผมนิ่งคิดอยู่พักนึง จึงตัดสินใจว่าจะห่อเอง
เจาของร้านจึงได้จัดอุปกรณ์การห่อกล่องของขวัญให้ผมกลับด้วย
ผมลองมานั่งห่อกล่องของขวัญอยู่นาน
แต่ก็เสียกระดาษห่อไปเปล่าๆตั้งหลายแผ่น ดีนะที่ผมขอไว้สำรองอีกตั้งสองสามแผ่น
ก็ผมน่ะห่อของขวัญไม่เป็นนี่นา แต่ว่าก็อยากให้คนโตดีใจบ้าง
ว่าผมก็มีบางสิ่งที่ตั้งใจทำให้กับเขา แต่จนแล้วจนรอดวันนี้ทั้งวัน
ก็ห่อไม่ได้สักที ผมเลยต้องเอามันไปซ้อนไว้ในตู้
“ ผมกลับมาแล้ว.. คนเล็กทำอะไรอยู่หรอ”
“ เปล่า.. แค่นอนเล่นนะ”
“ เป็นยังไงบ้าง วันนี้เหนื่อยมั้ย”
“ ไม่เท่าไหร่... แต่คิดถึงคนเล็กมากกว่า” ไม่พูดเปล่า
คนโตเดินเข้ามาประทับรอยจูบที่ริมฝีปากผมอยู่นาน แถมยังหอมแก้มผมซะฟอดใหญ่
ราวกับว่า เขาคิดถึงผมมากจริงๆ แต่แล้วเขาก็มีเรื่องที่จะมาบอกผมจนได้
ว่าเขามีงานด่วนอีกชิ้น ที่จะต้องทำจนถึงวันคริสมาสอีฟ และเขาต้อเดินทางไปต่างจังหวัดกับหัวหน้าแผนก
แต่เขาสัญญากับผมว่า จะกลับมาให้ทันวันคริสมาส เพื่อจะได้มาฉลองกับผม
ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ ก็มันเป็นงานนี่ แล้วอีกอย่าง
พอเขากลับมาเขาจะได้เซอร์ไพรส์เรื่องของขวัญของผมด้วย
และวันคริสมาสก็อีกแค่สามวันเท่านั้นเอง
“ คนเล็ก.. หนาวมั้ย”
“ อื้มม.. ก็หนาว ทำไมหรอ”
“ เปล่า.. แค่ถามเฉยๆ” ตอนนี้ก็ดึกพอสมควรแล้ว
อันที่จริงเราสองคนหลับไปแล้วรอบหนึ่ง แต่อาจเป็นเพราะ
เขาจะต้องห่างกับผมตั้งแต่พรุ่งนี้ เป็นเวลาตั้งสามวัน ทำให้เขานอนไม่หลับก็ได้
แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นเลย คนโตยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆกับผม แล้วยื่นมือของเขามา
ไล่เกลี่ยปอยผมที่มันปกหน้าของผมอยู่อย่างเบามือ พลางยิ้มบางๆให้กับผม
ตอนนี้ผมรู้สึกอบอุ่น อบอุ่นที่สุดเวลาที่เขาอ่อนโยนต่อผมแบบนี้
“ คนเล็ก.. คนโตรักคนเล็กนะ”
“ อ่ะ..อื้ม คนเล็กก็รักคนโตนะ”
หมดคำพูดของเราสองคน
ผมรู้สึกว่าเขากำลังต้องการผม ผมจึงปล่อยให้เขาทำตามใจเขาได้ เพราะนี้
ก็เป็นแค่อีกคืน ที่ราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ ไม่รอช้า
เขค่อยโน้มหน้าเข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง
พร้อมประทับริมฝีปากหนาของเขาลงบนริมฝีปากบางของผม
แล้วใช้ลิ้นของเขาเข้าไปลุกล้ำภายในช่องปากของผมอย่างหิวกระหาย เขาตวัดลิ้นไปมา
อย่างกะควานหาอะไรบางอย่าง แต่ว่ารสจูบที่เขาสัมผัสผมครั้งนี้ มันหวานกว่าทุกครั้ง
และผมก็ไม่ยอมแพ้เขาหรอก
“ เก่งเหมือนกันนะ“ คนโตผละปากออกจากปากผม
และตอนนี้คนโตคร่อมร่างของผมเอาไว้ เขาค่อยๆถอดเสื้อของตัวเองออกแล้วโยนไปทางไหนไม่รู้
แล้วหันมาถอดเสื้อของผมออกบ้าง ถึงจะรู้ดีว่าอากาศข้างนอกมันหนาวแค่ไหน
แต่ผมรู้ดีว่า ข้างในนี้มันต้องอุ่นจนร้อนได้แน่ๆ
ต่อมาเขาค่อยๆ
บรรจงไล่จูบตั้งแต่ใบหูของผมที่มันกำลังแดงอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อยๆไล่ต่ำลงมา
พร้อมกับเม้มดูด ตรงส่วนคอสองสามรอย และไล่ลงมาเรื่อยจนถึงตุ่มไตของผม
เขาใช้ลิ้นของเขาเม้มดูดตุ่มไตนั้นข้างหนึ่ง และใช้มือของเขาสัมผัสมันอีกข้าง
ตอนนี้ท้องของผมมันปั่นป่วนด้วยความรู้สึกบางอย่าง ที่มันต้องการระบายออก
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเล่นอยู่กับหน้าท้องของผมไปเรื่อย
จนถึงจุดที่ทำให้ผมร้องเสียงประหลาดๆ ออกมาจนได้
“ อ่ะ.อะ..!“ ผมรีบหุบปากเอาไว้
เพราะกลัวว่าเขาจะจับได้ว่าตรงไหนที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะเคยทำอะไรแบบนี้กันหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม
แต่ว่ามันก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งอยู่ดี
“ ตรงนี้สินะ ตรงสะดือเนี่ย” เขาเม้มปากลงตรงนั้นอีกสองสามที
แล้วค่อยจับขาผมเพื่อถอดกางเกงออก แล้วมันค่อยๆเผยส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของผม
ตอนนี้มันกำลังรู้สึกตื่นตัว จุดถึงขีดสุดแล้ว คนโตไม่ได้พูดอะไร
เพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ แล้วก็ใช้ลิ้นของเขาไล่วนอยู่กับส่วนนั้น
รวมถึงพวงองุ่นสองผลของผม และก็ครอบส่วนนั้นเข้าไปอยู่ข้างในช่องปากของเขา และใช้มือข้างหนึ่งจับตรึงตรงโคนล่างมันเอาไว้
เขาค่อยๆโยกหัวขึ้นลงช้า อย่างอ่อนโยน และไม่สนใจสีหน้าของผมที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย
ผมหลับตาพริ้ม พร้อมกับมีอาการที่ร่างกายตอบสนองกับการกระทำแบบนั้นของเขา
“ อ่ะ..อะ..อ่า..” ผมร้องออกมาไม่เป็นภาษา
อาการตอนนี้มันแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เหมือนคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจ
ที่ต้องรีบสูดลมเข้าสู่ปอด แต่แล้วร่างกายของผมมันก็ทนไม่ไหว
เมื่อคนโตยิ่งเม้มปากอย่างหนักหน่วงบริเวณอ่อนไหวของผมส่วนนั้นแล้ว
ร่างกายของผมก็กำลังจะเกร็งไปหมด ตอนนี้ผมรู้สึกทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
“อ่า..อ่ะ..อ่า” ร่างกายของผมมันกระตุกสองสามครั้ง
พร้อมๆกับปล่อยน้ำรักสีขาวขุ่นออกมา ทำให้เปรอะปากของคนโตเต็มไปหมด มองลืมตามองหน้าของเขา
และเขาค่อยๆใช้ลิ้นกวาดเอาของเหลวนั่นเข้าปากเขาและกลืนมันลงผ่านลำคอของเขาช้าๆจนหมด
ตอนนี้ส่วนนั้นของผมมันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของเขา
“หวานจังนะ” คราวนี้เขาค่อยๆถอดกางเกงของเขาออก
เผยส่วนอ่อนไหวของเขาส่วนนั้น เผยอชี้มาทางหน้าของผม เขาค่อยๆขับร่างของตัวเองขึ้นมาจนถึงส่วนบนของผม
แต่เขาก็ไม่ได้นั่งทับผมหรอก เพราะว่าเขารู้ดีว่าผมรับน้ำหนักเขาทั้งตัวไม่ไหว และเขาก็เอาส่วนอ่อนไหวของเขา
เขามาในช่องปากของผม ผมค่อยๆใช้ลิ้นของผมตวัดเล่นกับมันไปมา และโยกหัวเข้าออก
จากที่ช้าๆก็เริ่มเร็วขึ้น เร็วขึ้น
จนสัมผัสได้แล้วว่าร่างกายของอีกฝ่ายกำลังเกร็งจนถึงที่สุด
สุดท้ายน้ำรักสีขาวขุ่นก็ไหลออกมาเข้าช่องปากของผม ผมแทบสำลักมันออกมา
เพราะมันเยอะเกินไป แต่เขาเห็นอย่างนั้นก็ไม่รอช้า
ที่จะก้มลงมาดูดของเหลวนี้กลับไปจากในปากของผม
“ เก่งจังนะ“ เขายิ้มบางๆให้ผม
ถึงอย่างนั้นแล้วเขาค่อยๆ
ไล่ลิ้นลงไปข้างล่างเรื่อยๆแบบตอนแรก พอไปถึงส่วนนั้นเขาก็หยุดลง
และจับขาของผมถ่างออก แล้วก้มลงไประหว่างขาของผม
พร้อมๆใช้ลิ้นของเขาบรรจงไล่กวาดอะไรสักอย่างที่ช่องทางรักของผม
ตอนนี้ผมรู้สึกตัวเกร็งยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ได้แต่บิดไปบิดมาเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะมีเสียงประหลาดออกมาจากผมมากมายเพียงใด เขาก็ไม่ได้สนใจมัน
และยังคงทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ
“ คนเล็ก.. ชอบรึเปล่า”
“ ชะ..ชอ..ชอบสิ ! “ ผมพูดไม่เป็นภาษาจริงๆด้วยสิ
แต่ว่าเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร คราวนี้เขาใช้นิ้วของเขาค่อยๆ ใส่เข้าไปในช่องทางรักของผม
จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้ว เป็นสามนิ้ว ค่อยๆขยับเข้าและขยับออก
ส่วนผมก็ทำได้แต่จับส่วนอ่อนไหวของตัวเองแล้วรูดขึ้นรูดลงเท่านั้น
“ ตัวเล็ก.. คนโตขอนะ”
“ อ่ะ..อื้มม” และนั่นเป็นคำพูดของผมที่ผมพร้อมแล้ว
พร้อมที่จะมอบความรักและความสุขครั้งนี้ให้กับเขา
และนี้ก็เป็นการทีเขามอบความรักกลับมาให้ผมเช่นกัน
คนโตค่อยๆนำส่วนอ่อนไหวของเขามาสัมผัสกับช่องทางรักของผม
แล้วค่อยๆใส่มันเข้ามาข้างใน ค่อยๆ ค่อยๆ ค่อยๆ จนสุดโคนส่วนนั้นของคนโต
ผมร้องออกมาอย่างเสียไม่ได้ มันรู้สึกว่าความต้องการของผมมันยิ่งพลุกพล่านมากขึ้น
เขาค่อยๆขยับส่วนอ่อนไหวเข้าออกอย่างอ่อนโยน จากที่ค่อยๆ กลายเป็นเร็วขึ้นๆ จนเสมอ
ระหว่างนั้น คนโตจับผมพลิกตัวขึ้น โดยที่เขาไม่ได้เอาส่วนนั้นออกแต่อย่างใด
ตอนนี้ผมนอนคว่ำอยู่กับเตียง ส่วนคนโตก็ใช้ส่วนนั้นของเขา ขยับเข้าออกไม่หยุด
ราวกับว่าเขาไม่มีอาการล้าใดๆเลยทั้งสิ้น
ร่างกายของผมมันขยับตามแรงที่คนโตขยับเข้า ขยับออก
สีหน้าของผมตอนนี้มันเหยเกไปหมด พร้อมๆกับอารมณ์ที่มัน ต้องการอีก
ต้องการมากกว่านี้ ต้องการให้มันถึงที่สุด
“อ่ะ..อ่า..อะ..อะ..อ่า”
“ อ่ะ..ฮึก..อ่า.. ฮึก..ฮึ..อ่า..” เราสองคนร้องออกมาเป็นภาษาที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
แต่รู้กันดีว่ามันรู้สึกอย่างไรกัน คนโตทำแบบนี้
พร้อมๆกับก้มลงมาจูบแผ่นหลังผมบ้าง นานอยู่สักพัก
จนผมรู้สึกว่าร่างของเขาลงมาทาบทับบนแผ่นหลังของผม
และร่างกายของเขามันเกร็งและเขาก็ได้ปล่อยน้ำรักนั่นเข้าไปในร่างกายของผม
ผมรู้สึกว่าข้างนั่นมันร้อนวูบไปชั่วขณะ
แต่ว่ามันก็ทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น
เขาค่อยๆขยับตัวเองไปอยู่ข้างๆผม แล้วใช้แขนข้างหนึ่งกอดผมเข้าไว้
และดึงตัวผมให้ไปซุกอยู่แขนของเขา
ตลอดทั้งคืนเราทำอะไรแบบนั้นกันอีกสองสามรอบ
เขาดูไม่เหนื่อยอ่อนกับเรื่องแบบนั้น แต่ว่าร่างกายของผมมันชักเริ่มจะไม่ไหวกับการตอบสนองความต้องการของเขา
และนั่นเขาก็เข้าใจผม ก่อนจะได้หลับลงจริงๆ เขาจูบหน้าผากผมอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง
และผมจึงเผลอหลับไปในอ้อมกอดของเขาในที่สุด คืนนั้นเล่นเอาผมเพลียไปทั้งตัวเหมือนกัน
แต่ว่าถ้าเขามีความสุข ผมก็มีความสุขครับ
“ ฝันดีนะครับ.. คนเล็ก”
“ อื้มม..”
เรานอนกอดกันจนถึงเช้า
ด้วยสภาพที่อ่อนเพลียกันทั้งคู่ ทำให้เราไม่อยากจะลุกออกไปไหนเลยจริงๆ
ถึงแม้ว่าจะตื่นกันทั้งคู่แล้ว แต่ก็ยังกอดกันอยู่อย่างนั้น กุมมือกันไว้แน่น
เหมือนกับว่าไม่อยากห่างกันไปไหนไกลๆเลยจริงๆ ดีนะที่วันนี้คนโตมีกำหนดเดินทางตอนสี่โมงเย็น
ทำให้มีเวลาที่เราสองคนทำอย่างนี้ด้วยกันได้ และวันนี้ผมขอลางานหน่อยล่ะกัน
ผมออกมาส่งคนโตที่สถานี
พร้อมๆกับเห็นภรรยาของหัวหน้าแผนกคนนั้น มาส่งเขาด้วย เขาทั้งคู่สวมกอดกัน
ราวกับว่าจะไม่ได้เจอกันอีก นึกๆแล้วก็ไม่ต่างจากผมกับคนโตเลย
ทันทีที่ผมมาหาคนโตอีกครั้ง เขาก็ประทับริมฝีปากลงมากระทบกับริมฝีปากผม
เราอยู่อย่างนี้นานหลายนาที ก่อนที่หัวหน้าแผนกของเขา จะตะโกนเรียกคนโตให้ไปขึ้นรถได้แล้ว
แล้วผมก็ทำได้แค่ยิ้มและโบกมือลาให้กับเขา
“ คิดถึงกันมากๆนะ” เสียงตะโกนสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากของเขา
จากนี้อีกสองวันผมก็ต้องอยู่คนเดียวแล้วสินะ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ต้องห่อของขวัญ
และตกแต่งต้นคริสต์มาสไว้ เพื่อรอเซอร์ไพรส์เขาให้ได้...
ผมกลับมาเตรียมการทุกอย่าง..
ถึงแม้ว่ามันจะลำบากไปหน่อยสำหรับผม แต่ต้นคริสมาสก็โดนผมตกแต่งซะ มีแต่กล่องของขวัญสีแดงเต็มไปหมด
พร้อมทั้งมีดาวประดับอยู่บนปลายยอด พร้อมๆกับไฟระยิบระยับที่ดูแล้วเพลินตา
ส่วนของขวัญน่ะหรอ ผมก็ห่อได้นะ แต่ว่ามันออกจะแปลกๆไปสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก
เขาคงเข้าใจผมแหละ ว่าผมพยายามทำให้มากแค่ไหน
และวันนี้ก็พร้อมแล้ว ที่จะเซอร์ไพรส์เขา เขาโทรศัพท์มาบอกผมว่า
จะกลับมาถึงที่นี้ ตอนบ่ายสาม ซึ่งตอนนี้ผมก็พร้อมแล้ว พร้อมแล้วทุกอย่าง
พร้อมที่จะฉลองกับเขา
“ คริสมาสทั้งที ปีนี้จะสั่งอะไรมาฉลองกันดีนะ”
ผมนั่งคิดอยู่ตั้งนานว่าจะสั่งอะไรมาฉลองกับเขาดี
แต่คิดไปคิดมาอยู่นานสุดท้ายก็เลย สั่งของโปรดของผมกับเขา
และแน่นอนว่าของผมต้องมากกว่าอยู่แล้ว ผมจึงสั่งทั้งของโปรดเจบีและพวกนี้ วันนี้พวกเราจะต้องมีความสุขมากกว่าปีที่แล้วแน่นอน
เสร็จแล้ว
ตอนนี้ก็บ่ายสองกว่าๆได้ ผมจึงตัดสินใจว่าจะออกไปรอเขา แต่ว่าวันนี้ลมพัดแรงมากกว่าปกติ
และหิมะก็เริ่มที่จะตกหนักแล้วด้วย พลอยทำให้ผมหนาวจนตัวสั่นขึ้นมาอีก
แต่ถึงอย่างนั้น ผมจะต้องไปรับเขาที่สถานีให้ได้
สุดท้ายผมก็มารอที่สถานีจนได้ แต่ว่า ประชาสัมพันธ์ของสถานะประกาศว่า
รถไฟที่เข้าสถานีตอนบ่ายสาม มีเหตุต้องเข้ามาล้าช้าหน่อย เนื่องจากหิมะ
ตกหนักทำให้รางรถไฟ เกิดขัดข้อง แต่ว่ายังไงก็มาถึงแน่นอน
ผมนั่งรอ รอ รอ
และรอ อยู่เกือบชั่วโมง แต่ว่าในระหว่างนั้น ผมก็โทรศัพท์หาคนโต เราคุยกันตลอด
จนโทรศัพท์เหมือนจะอุ่นๆขึ้นมานิดหน่อยแล้วด้วย เขาเล่าถึงงานที่เขาได้ไปทำ
บอกว่าสนุกมาก มีเรื่องนู้นเรื่องนี้บ้าง ที่ทำให้เขาต้องปวดหัว
แต่ว่าเขาก็ผ่านมันมาได้แล้ว รวมถึงเรื่องที่หิมะตกหนัก จนเขายังกลับมาไม่ได้
อันที่จริงเหลืออีกแค่ 10 กิโลเท่านั้นแหละครับ ที่จะถึงสถานี
“ เป็นไงบ้างคนเล็ก.. คิดถึงคนโตมั้ย.”
“ คิดถึงสิ คิดถึงมากๆด้วย”
“ ถ้าอย่างนั้น กลับไปคนโตมีอะไรจะให้ด้วย”
“ อะไรหรอ..? “
“เซอร์ไพรส์ๆๆ ” ดูเหมือนว่าเขาก็มีของมาเซอร์ไพรส์ผมเหมือนกัน
ตอนนี้ผมทั้งตื่นเต้นและดีใจไปพร้อมๆกัน อันที่จริงผมแอบหยิบของขวัญที่จะให้เขาออกมาด้วย
ก็นะอยากเห็นหน้าเขาดีใจไวไวนี่ครับ
“ อ่ะ..อื้มม คนเล็กก็มีเซอร์ไพรส์เหมือนกัน”
เราวางสายโทรศัพท์ลง
เพราะว่าได้ยินเสียงประกาศว่ารถไฟเคลื่อนขบวนเข้ามาได้แล้ว
ผมจึงดีใจได้อีกเปราะนึง ผมเผลอเอาของขวัญนั่นขึ้นมาดู ถึงแม้กระดาษห่อมัน
จะดูแปลกๆไปนิดก็ตาม
แต่ว่า..
อีกไม่กี่นาทีต่อมา..
เรื่องที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด...
มันก็เกิดขึ้นกับเขา... จนได้..!
ผมดูของขวัญในมือของผมได้ไม่กี่นาที
ผมรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างได้ ทำให้ของขวัญในมือของผม หล่นลงกระทบพื้น
และนั่นมันทำให้ผมตกใจมาก เพราะว่าผมได้ยินเสียงเหมือนอะไรแตก และนั่นก็เป็นไปตามที่ผมคิด
แรงสั่นสะเทือเมื่อกี้ทำให้ผมเผลอทำกล่องของขวัญหลุดมือ และสโนว์บอลที่อยู่ข้างในนั้น
แตกทันที ผมรีบแกะกล่องเพื่อดูว่า มีอะไรเสียหายบ้าง และนั่นมันก็ไม่เหลืออะไรเลย
นอกจากตุ๊กตาหิมะสองตัวที่ยังยึดติดอยู่กับฐาน
ผมรู้สึกใจคอไม่ดี เลยรีบโทรศัพท์หาคนโต
แต่โทรฯ โทรฯอีกก็ไม่มีใครรับสาย ทำไมกันนะ ทำไมคนโตไม่รับสาย
ตอนนี้ผมเริ่มร้องไห้ และมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อหลายเดือนก่อน
คราที่ผมฝันครั้งนั้น และนั่นยิ่งทำให้ผมน้ำตาไหลออกมามากกว่าเดิม ไม่นะ ไม่
ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น
แต่แล้วความจริงก็ทำให้ผมต้องเสียใจ
แทบทรุด ทางสถานีประกาศว่า มีเหตุการณ์หิมะถล่มเกิดขึ้น
และนั่นทำให้โบกี้รถไฟรถไฟหลายโบกี้เกิดพลิกคว่ำ มันทำให้ผมยิ่งเสียขวัญ
ตอนนี้ได้แต่ภาวนา ให้คนโตปลอดภัย ตอนนี้ผมทำได้เพียงแค่นั้น
ทั้งที่ในใจอยากจะไปหาเขาซะเดี๋ยวนี้ แต่ก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้
หลังจากนั้นสองชั่วโมง
ผมก็ได้รับแจ้งมาว่า ตอนนี้เจบีอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งคนที่โทรศัพท์
มาบอกผมนั่น บอกว่าให้มาดูอาการของเจบีเอง
เพราะว่าเขาไม่มีท่าทีที่จะฟื้นขึ้นมาเลย และอย่างนั้น ถ้าเขาไม่ฟื้นขึ้นมาอีกล่ะ
ผมจะทำยังไง ผมจะทำยังไง ผมอยู่ไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่มีเขา
ผมรีบมาที่โรงพยาบาล
ทันทีที่ผมลงจากรถได้ ผมรีบวิ่งไปหาเขา ตอนนี้ผมมาถึงที่ห้องฉุกเฉิน
เห็นบุรุษพยาบาลกำลังเข็นเตียงออกมา และนั่นร่างของคนที่อยู่บนเตียงนั่นก็คือ เจบี
คนรักของผม ผมโผเข้าไปหาเขาด้วยความรู้สึกที่ โล่งอก ขึ้นมาได้บ้าง
เพราะตามร่างกายของเขา ไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด ดีที่สุด ดีที่สุดแล้ว
ที่มันเป็นแบบนั้น
ผมมานั่งเฝ้าเขา
พร้อมๆกับพ่อและแม่ของเขาที่รู้ข่าว พ่อกับแม่ของเขาก็รู้เรื่องของเราสองคนดี
และยอมรับมันได้แล้ว ถึงอย่างนั้น ตอนแรกๆเอง พวกท่านก็ยังทำใจไม่ได้เสียเท่าไหร่
แต่สุดท้ายก็เข้าใจพวกเรา จึงยอมให้เราสองคนมาอยู่ด้วยกัน
วันนี้ทั้งที่เป็นคริสมาสแท้ๆ ทั้งๆที่เป็ฯวันที่พวกเราควรมีความสุขกันสิ
แต่ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย
“ ขอโทษนะค่ะ.. อันนี้เป็นของที่เราพบในตัวคนไข้ค่ะ” พยายาบาลนำของของเขามาให้กับผม
ซึ่งตอนนี้ผมกำลังเฝ้าเขาอยู่ในห้องคนเดียว ผมรับของพวกนั้นมา
สังเกตเห็นกล่องของขวัญเล็กๆอันนึง มีโน้ตแป๊ะไว้ด้วยว่าเป็นชื่อของผม
ผมจึงแกะกล่องของขวัญนั่นออกมาดู และสิ่งนั่นมันก็ทำให้น้ำตาผมไหลออกมาอีกครั้ง
“ ทำไมนายถึง.. เลือกของเหมือนกับฉันเลยนะ” ใช่ครับ..
ข้างในมันเป็นพวงกุญแจตุ๊กตาหิมะสองตัว ที่มีจมูกเป็นแครอทกับมีจมูกเป็นลูกแพ และพวกมันทำขึ้นจากการถักของไหมพรมสีขาว
ผมเอามันทั้งสองตัวมากอดเอาไว้แนบกับอกของตัวเอง น้ำตาที่ตอนนี้ไหลมาจาไหนไม่รู้
มันเอ่อล้นออกมาจนทำให้รู้สึกเปียกชื้นไปหมด แต่ว่า ในกล่องนั่นยังไม่ของบางอย่าง
อีกชิ้นหนึ่ง ผมจึงแกะมันออกมาดูอีกครั้ง มันเป็นสร้อยเงิน
ที่มีล็อกเก็ตเป็นรูปหัวใจ ผมเปิดดูข้างใน มันเป็นรูปที่ผมกับเขากำลังกอดกัน
และสิ่งนี้มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ทำไมเขาถึงดีกับผมขนาดนี้นะ
ผมรักเขาจนไม่อยากให้เขาเป็นอะไรไปแบบนี้
ผ่านไปสามวัน
เขาก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย ทำให้ผมใจคอไม่ดีเลย
มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกหว้าเหว่ยังไงไม่รู้ ตอนนี้ผมเลยได้แต่ มองเขาจากตรงนี้
ตรงข้างๆเขา ที่ๆเขานอนอยู่ ผมไม่รู้จะทำอย่างไงต่อไป จนผมกำลังจะก้าวออกไปข้างนอก
เพื่อไปหาอะไรบางอย่างมาเติมพลังบ้าง เพราะผมไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว
อีกอย่างเมื่อคืนวานก็กินไปแค่นิดเดียวเอง ทำไมน่ะรอ
เพราะผมรอให้คนๆนี้ตื่นขึ้นมาทำให้ผมกินไง
แต่แล้วพอผมกำลังจะเปิดประตูออกไป
เสียงกระแอมไอ ของใครบางคนก็ดังมาจากข้างหลังผม ผมรีบหันไปมองทันที ก็พบว่า คนโต
เริ่มขยับตัวแล้ว ตอนนั้นผมลืมอาการหิวหรืออิดโรยของผมไปเลย
แล้วรีบกลับมาจับมือของเขาเอาไว้ ตอนนี้เขาลืมตาขึ้นมาแล้ว เขามองมาที่ผม
ผมพูดอะไรไม่ออก นอกจากก้มลงไปกอดเขาแน่นๆ พร้อมกับพูดว่า เขาไม่เป็นไรแล้ว
เขาไม่เป็นไรแล้วอยู่ซ้ำๆ จนพ่อกับแม่ของเขาเข้ามาในห้อง และเห็นว่าลูกของตัวเองฟื้นแล้ว
ท่านทั้งสองจึงรีบเรียกหมอให้มาตรวจอาการอย่างดีใจ
ผมก้ดีใจไม่ต่างจากพวกท่าหรอกครับ
แต่แล้ว..
กลับมีเรื่องบางอย่าง..
เกิดขึ้นกับเขา... อีกจนได้
คือ เขาไม่รู้จักผม..
....ใช่ครับ เขาไม่รู้จักผม
เมื่อคุณหมอตรวจอาการของเขาเสร็จ
ก็บอกว่าร่างกายไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เขาเรียกชื่อพ่อ เรียกแม่ของเขาได้
แต่ทำไมล่ะ ทำไมเขาจำผมไม่ได้ ผมได้แต่นิ่งอึ้งในใจ แล้วก็เหมือนคนสติแตก
ที่ตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกเลย ส่วนพ่อกับแม่ของเขาก็พยายามที่จะบอกเขาว่าผมเป็นใคร
แต่เหมือนกับว่า เขาต่อต้านผมทุกอย่าง ราวกับว่าเขาไม่อยากอยู่ใกล้ผมอีกแล้ว
หลังจากนั้น
ผมมาที่โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อเล่าเรื่องทุกอย่างระหว่างผมกับเขา
แต่แล้วเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบแต่อย่างใด ทำไมนะ
ทำไมต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงดี แต่แล้วผมก็หยิบเจ้าตุ๊กตาหิมะทั้งสองตัวออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผม
ใช่.. ตุ๊กตาหิมะ
ผมนึกถึงตำนานที่ผมเคยเล่าให้เขาฟัง และผมก็เชื่อว่าตำนานนี้คงมีอยู่จริง
เพราะเรื่องที่ผมกับคนโตเผชิญอยู่นี้ มันเหมือนกับตำนานที่ว่านั่น และนางฟ้าใจดีคนนั้นคงจะมีอยู่จริงนั่นแหละ
ผมจึงลองที่จะอ้อนวอน ภาวนาดู ผมทำอยู่อย่างนั้น นานเกือบชั่วโมง ภาวนาแล้ว
ภาวนาอีก ขอให้เขากลับมาจำผมให้ได้ จนแม่ของคนโตมาเรียกผม ให้ไปหา
และคุยเรื่องที่ทำให้ผม ต้องเสียใจไปมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
“ จูเนียร์ แม่จะพาเจบีกลับไปอยู่กับแม่นะ”
“ ทำไมล่ะครับ”
“ เพราะว่าตอนนี้เจบีป่วยอยู่.. อีกอย่างเขาก็ยังจำเราไม่ได้
อยู่ที่นี่กับเรา เจบีคงเป็นภาระเปล่าๆ”
“ แต่ว่า.. มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก”
ผมยืนกรานว่าไม่อยากให้คนโตไปจากผมอีก แต่แล้ว สุดท้ายผมก็ต้องยอมจำนนต่อแม่ของเขา
เพราะว่าเขาคือลูกของพวกเขา พวกเขาย่อมมีสิทธิ์ในตัวคนโตมากกว่าผม
คราวนี้ผมเลยได้แต่ ทำใจเท่านั้น คำพูดสุดท้ายที่แม่ของเขาพูดกับผมนั่น
มันทำให้ผมเสียใจไปตลอดชีวิต
“ ถ้าเป็นไปได้.. ไม่ต้องกลับมาหาเจบีอีกนะ “
ประโยคนั้นมันเป็นเหมือนสายฟ้า
ที่ผ่าลงมาตรงใจของผมพอดี ตอนนี้หัวใจของผมแตกเป็นเสี่ยงๆแล้ว
และไม่มีวันที่จะประกอบให้คืนเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นผมจึงขอแค่ให้แม่ของเขา
เอาพวงกุญแจตุ๊กตาหิมะตัวนึงให้กับเขาไป
ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้
ผมก็ไม่เคยที่จะลืมเขาได้เลย กลับมาที่ห้องทุกครั้ง
ก็มีแต่สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงเขาได้ตลอด ทั้งโต๊ะ เตียง ผ้าห่ม หมอน
ของใช้ที่เขาเคยใช้ และต้นคริสต์มาสที่ผมตกแต่เอาไว้
หลายต่อหลายครั้งที่ผมมองมันทีรัย มันทำให้ผมอดที่จะยิ้มไม่ได้
แต่แล้วก็ต้องกลับมานั่งเศร้าและเหงาเหมือนเดิมในทุกๆคืนผมจะภาวนาต่อนางฟ้าใจดี ทุกครั้งน้ำตาของผมก็เอาแต่ไหลบ่าออกมา
แต่ก็ไม่มีวันไหนที่จะมีนางฟ้าใจดีสักตน จะปรากฏออกมาให้ผมเห็น เท่าที่ผมจะทำได้ก็มีเพียงแค่นี้เท่านั้น
และมันคงเป็นเพราะความรู้สึกของผมมันไม่มั่นคงพออย่างงั้นหรอ หรือว่าคนโต
ไม่อยากที่จะเจอผมอีกแล้ว
ต่อไปนี้คงไม่มีอีกแล้วสินะ ที่ผมจะได้เห็นหน้าคนโตอีกครั้ง สุดท้ายเรื่องที่แม่เล่าให้ผมฟัง
และผมก็เชื่อตำนานเรื่องนี้มาตลอด มันก็คงเป็นแค่เรื่องโกหกสินะ พรข้อนั้นมันไม่มีอยู่จริงๆหรอก
ผมรู้สึกตื่นขึ้นมา
เพราะรู้สึกว่ามีใครสักคนมาสะกิดที่หลังของผม
ผมไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่รู้แน่ๆคือ ตอนนี้ในร้านกาแฟ มีคนอยู่ไม่ถึงห้าคนที่เป็นลูกค้า
นอกนั่นก็เป็นพนักงานอีกสองสามคน ผมหันมามองคนที่สะกิดผมเมื่อกี้ และนั่นทำให้ผม
ต้องนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น เพราะคนๆที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้ ช่างเหมือนกับคนที่ผมรู้จัก
เหมือนกับคนที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาอยู่ในชุดที่เหมือนๆกับพนักงานในร้านนี้
และใช่ครับ.. เขาเหมือนกับคนโตของผม
เหมือนกับเจบีทุกอย่าง..
แต่แล้ว..
ทันที่ที่ผม..
ได้ยินประโยคๆ นั้นจากคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม
มันเป็นสิ่งที่ผมรอคอยมันมาตลอด
และมันทำให้ผมรู้แล้วว่า..
‘ พรข้อนั้นมีอยู่จริง ‘
“ นี่ของๆ คนเล็กใช่มั้ยครับ” เขายื่นพวงกุญแจตุ๊กตาหิมะ
ที่มีจมูกเป็นแครอทมาให้ผม และมันทำให้ผมถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นานแล้วนะ
ที่น้ำตาของผม กับความรู้สึกแบบนี้ มันแห้งไปตั้งแต่แต่เมื่อไหร่นั้น ผมไม่รู้หรอก
แต่ที่รู้คือ ตอนนี้มันกำลังจะไหลออกมาอีกครั้ง มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า
ความคิดถึง แต่ว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ของผม
ผมไม่พูดหรือทำอะไรทั้งนั้น
เว้นแต่ว่า ผมโผเข้าไปกอดเขาเอาไว้แน่นๆเท่านั้น ตอนนี้ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
คนที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ ยืนอยู่ตรงนี้ และคนๆนี้คือ เจบี ของผม
คนที่ผมคิดถึงเขามาตลอด หนึ่งปีแล้วสินะ ที่เราไม่ได้เจอหน้ากันเลย ด้วยความรู้สึกทุกอย่างขอผมอัดแน่นอยู่ในใจ
ตอนนี้มันได้ระเบิดออกมาเป็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มผมอยู่ ผมได้แต่ซุกหน้าลงที่อกของเขา
“ ต่อไปนี้.. คนโตจะไม่หนีคนเล็กไปไหนแล้วนะ”
ผมไม่อยากจะให้เขาจากผมไปไหนอีก
ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว
ผมไม่อยากที่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นว่าเขาไม่อยู่ตรงนี้
ผมอยากจะซบอยู่กับอกอุ่นๆนี่ของเขา ผมไม่อยากจะผละเขาออกเลย แต่แล้วผมก็เงยหน้าขึ้นมามองเขา
มองรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าของคนโตอยู่ มันเป็นรอยยิ้มที่ผมจำได้แม่น รอยยิ้มแบบนั้นเป็นรอยยิ้มของเขาคนเดียว
และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผม
“จดจำเขาได้เสมอ”
“ คนโต.. อย่าทิ้งคนเล็กไปไหนอีกนะ”
“ ครับ”
คิดถึงเธอ.. ทั้งน้ำตา.. T-T
By Prince BGL.
Twit: Takenick_rnk38
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น